Friday, March 7, 2014
ประตูที่เปิดกว้าง...
ฉันมาจากเชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อที่ฉันเกิดและโตมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แถบชานเมือง จากเด็กกะโปโลที่วิ่งเล่นไล่จับกับเด็กๆ ด้วยกันในหมู่บ้าน วิ่งเก็บมะม่วงในสวนที่ร่วงหล่นมาจากต้นในช่วงพายุโถม และเดินตกคันนาบ่อยๆ แม้แต่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฉันก็ได้มีโอกาสไปเยือนแทบจะนับครั้งได้ หากไม่นับช่วงเวลาการไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียและอังกฤษ การมาใช้ชีวิตในสิงคโปร์จึงเป็นการเดินทางจากบ้านนอกเข้ากรุงที่แทบทุกอย่างแตกต่างจากที่เคยมี และบอกตามตรงเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็ทันสมัยกว่าเมืองจีลองและเมืองแมนเชสเตอร์ที่ฉันเคยไปอยู่อาศัยตอนเป็นนักศึกษามาด้วยซ้ำ
แม้จะใช้เวลาเดินทางจากบ้านเกิดไม่ถึงสามชั่วโมง แต่ความต่างที่มีนั้นมากมายเหลือเกิน ความตื่นตาตื่นใจก็มากตามไปด้วย ด้วยขนาดที่ใหญ่โตมหึมา ไม่รู้กี่เท่าของสนามบินเชียงใหม่ ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความทันสมัย ความสะดวกสบายครบวงจร สะอาดสะอ้าน ไม่อึกทึกครึกโครม แถมด้วยการบริการที่รวดเร็วฉับไวโดยแทบไม่ต้องรอ จากตัวเครื่องบินออกมาผ่านศุลกากรและรับกระเป๋าเพื่อขึ้นรถโดยสารจะใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาที หากไม่เดินชมสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้นานาชนิด ชอปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ดูหนัง ทานข้าว นั่งดื่ม ไปธนาคาร ไปไปรษณีย์ ฯ เสียก่อน สนามบินจึงเป็นอีกหนึ่งชอปปิ้งคอมเพล็กซ์และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสิงคโปร์ไปโดยปริยาย
สนามบินชางงีซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดในโลก เปิดแขนโอบรับคนบ้านนอกอย่างฉันไว้ด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่น เพราะเธอรู้ว่าฉันยังตื่นตระหนกต่อสิ่งที่พบเห็นมากมายนัก
ดูเหมือนว่าสนามบินแห่งนี้คือประตูที่เปิดกว้างต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือน และกระซิบบอกอย่างนุ่มนวลว่า เมืองที่ท่านมาถึงนี้แทบทั้งเมืองจะดูทันสมัย สะดวกสบาย เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน คล้ายๆ กับสนามบินแห่งนี้แหละ
จากสนามบินแห่งชาติชางงี เราสามารถเดินทางต่อไปส่วนต่างๆ ของเมืองด้วยบริการของรถไฟฟ้า รถบัส และรถแท๊กซี่ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกใช้บริการใด แต่หากเรายังไม่คุ้นเคยกับเมืองนี้ การใช้บริการรถแท็กซี่ก็จะสะดวกมาก
แต่หากเรามีเวลาและต้องการสำรวจถนนหนทางในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน รถบัสและรถไฟก็สะดวกเช่นกัน และเราก็ไม่ต้องยกกระเป๋าสำภาระขึ้นลงบันได เหมือนสถานีรถไฟแอร์พอร์ทลิงค์ในกรุงเทพที่ครั้งหนึ่งฉันเคยยกกระเป๋าเดินทางลงบันไดจนเหงื่อตก เพราะสถานีรถไฟไม่มีลิฟท์หรือบันไดเลื่อน (หรืออาจจะมีแต่ฉันหาไม่เจอ) ในสายตาฝรั่ง เมืองนี้ยังคงไม่เป็นมิตรสำหรับคนพิการและผู้ที่ใช้รถเข็นมากเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าเมืองนี้กำลังพยายามปรับปรุงตัวเองให้ต้อนรับคนที่มีความต้องการพิเศษนี้มากขึ้น
ฉันนึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินว่าหากเราไม่ยอมก้าวออกจากประตูแล้วเราจะเห็นโลกข้างหลังประตูได้แจ่มชัดอย่างไร... แต่ไม่ว่าโลกหลังประตูจะเป็นเช่นไร เมื่อมาถึงจุดนี้โลกข้างหน้าที่กำลังจะเผชิญนี่แหละ ที่น่าตื่นเต้นและรอการค้นพบจากเราอยู่
นิทานเรื่องเล่าที่เคยได้ยิน ผ่านเข้ามาในความทรงจำ
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะเดินทางไปยังหมู่บ้านที่ห่างไกลหมู่บ้านหนึ่ง เขาเห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างทางใกล้ทางเข้าหมู่บ้าน
เขาจึงเดินเข้าไปถามแม่เฒ่าว่า “ผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หญิงชราถามตอบ “แล้วผู้คนในหมู่บ้านของคุณล่ะเป็นอย่างใดบ้าง?”
“โอ้…แย่มาก" ชายหนุ่มผู้เดินทางตอบ "ผู้คนทั้งหมู่บ้านเป็นนักโกหกชั้นยอด หลอกลวงสารพัด ไม่มีใครที่ไว้ใจได้เลยสักคนเดียว ผมไม่สามารถสร้างมิตรกับใครได้เลย ดีแล้วล่ะที่ผมจากมา”
“คุณจะพบผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” หญิงชราตอบกลับ
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีอาคันตุกะอีกคนมาที่หมู่บ้านนี้
ชายหนุ่มคนที่สองก็ถามคำถามเดียวกัน “ผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หญิงชราก็ถามตอบด้วยคำถามเดิม “แล้วผู้คนในหมู่บ้านของคุณล่ะเป็นอย่างใดบ้าง?”
“โอ้…ดีมาก" ชายหนุ่มคนที่สองตอบ "ผู้คนใจดีมีเมตตา ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง ผมโชคดีมากที่ได้อยู่ในหมู่บ้านนั้น กว่าจะจากมาได้ทำเอาเศร้าไปหลายวัน”
“คุณจะพบผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” หญิงชราตอบ
ชีวิตในสิงคโปร์จะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของเมืองนี้ แต่ปัจจัยหลักนั้น ฉันเชื่อว่าขึ้นอยู่กับตัวเราที่ยืนอยู่ตรงนี้ เพราะคนเราจะเปลี่ยนในทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนั้นเป็นไปได้ยาก
เมืองนี้ก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไปที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันไป ไม่มีที่ไหนที่สมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของความเต็มและความพร่องในทุกวันของชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน และนำมันมาปรับใช้เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดต่างหาก
ปรมาจารย์เล่าจื้อกล่าวเอาไว้ว่า “คนที่เปิดตา จะเปิดความรู้สึกนึกคิด คนที่เปิดความรู้สึกนึกคิด จะเปิดใจ”
เมื่อประตูสนามบินชางงีเปิดกว้างต้อนรับอาคันตุกะคนบ้านนอกอย่างฉันไว้ด้วยอ้อมกอดที่อบอุ่น เพราะเธอรู้ว่าฉันยังตื่นตระหนกต่อสิ่งที่พบเห็นมากมายนัก สิ่งที่ฉันพึงทำได้คือการเปิดประตูหัวใจให้กว้าง เพื่อรองรับประสบการณ์ทุกรูปแบบในชีวิตที่จะมาถึง
Wednesday, March 5, 2014
ริมฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์
ริมแม่น้ำสิงคโปร์ซึ่งมีตึกราสูงห้อมล้อมไปทั่วเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ดูไม่ต่างไปจากตอนนี้มากมายนัก นอกไปเสียจากความแออัดของตึกใหม่ๆ ที่มีจำนวนมากขึ้น และฟ้าก็ยังคงครึ้มเหมือนเคย เรือผู้โดยสารสำหรับนักท่องเที่ยวลำน้อยใหญ่ก็ยังคงแล่นไปมาเหมือนเดิม
ร้านอาหารหลากหลายยังคงเปิดให้บริการอย่างคึกคักและจำนวนผู้คนที่หลากหลายขึ้น แม่น้ำสีคล้ำยังคงไหลกระเพื่อมอย่างไม่ขาดสายทำหน้าที่เหมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเมืองเล็กๆ นี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ยามบ่ายของวันหนึ่งเมื่อสิบสี่ปีมาแล้ว ณ. ที่นี้ฉันเคยมานั่งที่นี่เพื่อถามตัวเองว่าจะมาพำนักอยู่ในบ้านเมืองนี้ได้ไหม จะมาหางานทำที่นี่ได้ไหม จะจากทุกคนที่ฉันรักที่บ้าน จะลาออกจากงานราชการที่มั่นคงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ได้ไหม มาอยู่ในเมืองที่ฉันมีคนที่รู้จักอยู่แค่ไม่กี่คนซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเพื่อนๆ ที่เรียนที่ออสเตรเลียและที่อังกฤษมาด้วยกัน
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกของการออกจากบ้านไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่ทว่าความไม่แน่นอนก็คือคำตอบที่พอจะมีได้ในขณะนั้น ภาพอนาคตที่พร่าเลือนอาจดูน่าพรั่นพรึง แต่ในความหวาดหวั่นนั้นก็ยังแฝงการแสวงหา ความท้าทาย และความฝันอยู่ในนั้นด้วย
เกือบสองปีหลังจากนั้นฉันจึงได้ย้ายออกมาจากความคุ้นเคย มาใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนที่ว่า จากข้าราชการมาเป็นคนหางานทำ จากอาจารย์มาเป็นนักศึกษา ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นคือความ 'ใหม่' ที่น่าตื่นเต้นในชีวิตอีกครั้ง
แต่คุณเชื่อไหมในทุกย่างก้าวชีวิตที่อยู่กับความไม่แน่นอน คือช่วงเวลาที่เราจะได้ใช้หัวใจนำทางมากที่สุด ความงดงามในชีวิตที่เริ่มจากการใช้หัวใจเกิดขึ้นจากตรงนี้รวมไปถึงอิสรภาพ มิตรภาพและความรัก
ฉันได้ทำงานตามที่ใจปรารถนา แม้งานนั้นจะไม่เลิศหรูเหมือนที่เคยทำแต่ฉันก็ได้ค้นพบว่างานและเพื่อนร่วมงานทำให้ฉันมีความสุขอย่างเหลือล้น จากอาจารย์มาเป็นสาวโรงงานที่เพื่อนๆ เรียกขาน แต่ทุกๆ วันที่ออกจากบ้านไปทำงานคือการทุ่มเททั้งกายและใจที่นำไปสู่การเรียนรู้และประสบการณ์จริงที่ฉันโหยหามานาน
จากนั้นฉันก็ได้มีโอกาสเรียนต่อในสาขาวิชาที่ฉันอยากเรียน การทำงานกับการเรียนที่เกื้อหนุนกัน ทำให้ฉันมีเรี่ยวแรงมีพลังที่จะทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าเจ็ดวันต่อสัปดาห์คือเวลาทั้งหมดที่มีสำหรับการเรียนและการทำงาน แต่ฉันก็ไม่รู้สึกว่าทนไม่ได้ ก็ในเมื่อเหลียวซ้ายแลขวา แทบทุกคนรอบข้างก็มุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนักหน่วงแทบทุกวันอยู่แล้ว ฉันจึงเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นและไม่มีความแปลกแยกใด
และทุกวันนี้ฉันก็ยังคงทำงานที่ฉันรักอย่างมีความสุข และรู้สึกตื่นเต้นในทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาทำงาน
มีคนบอกว่าผู้คนที่นี่ทำงานกันหนัก Workaholic ดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติติดตัวที่ทุกคนในเมืองนี้มีอยู่ในสายเลือด และก็เพราะคำคำนี้ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าภาพความไม่แน่นอนที่เคยมีได้ก่อร่างเป็นชีวิตจริงที่ชัดเจนขึ้น ทำให้มีการค้นพบหลังการแสวงหา ทำให้ความท้าทายมีรสชาติน่าลิ้มลอง และทำให้หลายๆ ความฝันนั้นเป็นจริง
วันนี้ฉันมายืนอยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์อีกครั้ง ไม่ได้จะมานั่งวาดฝันถึงอนาคตอันลางเลือน แต่จะมาเล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาที่มีค่า ที่ยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ เพื่อบอกให้แม่น้ำรู้ว่า แม่น้ำหล่อเลี้ยงเมืองและผู้คนที่นี่มาเพื่อให้เขาเติบโตขึ้น มิตรภาพและความรักของผู้คนในเมืองนี้ก็หล่อเลี้ยงหัวใจคนไกลบ้านอย่างฉันให้สมบูรณ์ขึ้น ให้สิ่งดีดีหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตโดยไม่ขาดสายเช่นกัน
ขอบคุณค่ะ....แม่น้ำสิงคโปร์
Subscribe to:
Comments (Atom)
